เมื่ออาการปวดเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก
เมื่ออาการปวดเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก: ตัวอย่างเคสและการดูแลออฟฟิศซินโดรม
สำหรับคนวัยทำงานส่วนใหญ่มักประสบกับอาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า และไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “ออฟฟิศซินโดรม” โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาการดังกล่าวมักเริ่มจากความตึงหรือปวดเล็กน้อย และสามารถลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น สะบัก หลังส่วนล่าง หรือแม้กระทั่งร้าวขึ้นไปถึงศีรษะ
นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการรักษาตามคลินิกก็มักมาด้วยอาการในลักษณะดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าออฟฟิศซินโดรมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงานยุคปัจจุบัน อันมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการทำงานที่ต้องอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน และขาดการเคลื่อนไหวหรือการดูแลร่างกายที่เหมาะสม ดังนั้น การตระหนักรู้และเข้าใจถึงสาเหตุและอาการของภาวะนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดความรุนแรงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
Image Caption
เพื่อให้เห็นภาพอาการและแนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากับแพทย์แผนไทย/แพทย์แผนไทยประยุกต์ ณ คลินิก ดังนี้
ผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 40 ปี มาด้วยอาการปวดตึงคอ บ่า ทั้ง 2 ข้าง ปวดร้าวขึ้นศีรษะและออกกระบอกตา เป็น ๆ หาย ๆ เนื่องมาจากนั่งทำงานหน้าคอมติดต่อกันเป็นเวลานาน วันละ 8 ชั่วโมง ไม่ได้บรรเทาอาการใด ๆ ไม่เคยเข้ารับการรักษา
ในการตรวจประเมินครั้งแรกพบว่า คนไข้มีอาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า ขณะที่ทำท่า Flexion , Extension , Lateral flexion และ Rotation เทียบเท่ากันทั้ง 2 ข้าง อีกทั้งคลำพบกล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า สะบัก และหลังตึงอีกด้วย ระดับความปวด 8/10
แพทย์แผนไทย/แพทย์แผนไทยประยุกต์ จึงวางแผนการรักษาด้วยการทำหัตถการนวดรักษา เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงบริเวณคอ บ่า สะบัก และหลัง ทั้ง 2 ข้าง ร่วมกับการทำหัตการพอกตา เพื่อลดความร้อนในดวงตาหรือบรรเทาอาการตาล้าจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ป่วยทำท่ายืดและปรับพฤติกรรมร่วมด้วย
Image Caption
Image Caption
หลังการรักษาครั้งแรก
ผู้ป่วยรู้สึกว่าสามารถขยับร่างกายท่า Flexion , Extension , Lateral flexion และ Rotation ได้องศาเพิ่มมากขึ้น อาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า สะบัก และหลังล่างลดลง แต่ยังคงมีอาการตึงอยู่บ้าง จึงแนะนำให้เข้ารับการรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง เพื่อประเมินความคืบหน้าและปรับแนวทางการรักษาให้เหมาะสม ควบคู่กับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อช่วงคอ บ่า ท่าเอียงหูชิดไหล่และท่าก้มศีรษะ ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมที่อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดอาการปวดตึง
ภายหลังการรักษาต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 4
จากการตรวจประเมินพบว่า ผู้ป่วยสามารถทำท่า Flexion , Extension , Lateral flexion และ Rotation ได้องศามากกว่าครั้งแรกที่มา อาการปวดคอและบ่าลดลงอย่างมาก อาการร้าวขึ้นศีรษะไม่พบแล้ว ระดับความปวดลดลงเหลือ 4/10
อย่างไรก็ตามหากนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจยังมีอาการตึงเกิดขึ้นบ้าง แต่ความรุนแรงของอาการปวดลดลงเมื่อเทียบกับก่อนการรักษา อีกทั้งผู้ป่วยได้มีการออกกำลังกาย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และปรับพฤติกรรมร่วมด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของอาการ โดยกรณีศึกษานี้ใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 4 สัปดาห์
*หมายเหตุ:ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆรวมถึงการปรับพฤติกรรมร่วมกับการรักษา
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกจีเวลเนสทุกสาขา



